UFABETWINS ซานติ เอร์นันเดซ : เด็กหนุ่มจากตระกูลช่าง ผู้อยู่เบื้องหลังการติดจรวดของ มาร์ก มาร์เกซ

ข่าวฟุตบอล

UFABETWINS แม้การแข่งขัน MotoGP จะเป็นการแข่งขันที่นักบิด 1 คนออกมาคร่อมมอเตอร์ไซค์ 1 คันเพื่อห้ำหั่นและเข้าเส้นชัยเป็นคนแรก

จนดูเหมือนกับว่าพวกเขาไปถึงจุดนั้นได้ด้วยความสามารถของตัวเอง อย่างไรก็ตาม มีกลุ่มผู้ปิดทองหลังพระที่แท้จริง พวกเขาเหล่านี้ทำงานหนักและกดดันมากกว่าที่ใครจะรู้ พวกเขาคือทีมช่างที่พยายามจะติดจรวดให้กับนักแข่งในทีม และคอยยินดีอยู่เบื้องหลังเมื่อทีมเป็นแชมป์ และสำหรับ มาร์ก มาร์เกซ แชมป์โลก 6 สมัยของรุ่น MotoGP (8 สมัย รวมทุกรุ่น) นั้น เขามีหัวหน้าช่างที่ดังไม่แพ้กันนั่นคือ ซานติ เอร์นันเดซ สุดยอดช่างคู่ใจที่ทำให้เขากลายเป็นอันดับ 1

ของยุคได้อย่างไร้ข้อโต้แย้ง ซานติ เอร์นันเดซ ทำอะไรบ้างในการสร้างทีมที่แข็งแกร่ง และทำให้ มาร์เกซ คว้าแชมป์โลกซ้ำแล้วซ้ำเล่า ติดตามได้ที่นี่ ลูกไม้ใต้ต้น ส่วนใหญ่แล้วเด็กหนุ่มที่เกิดในแคว้นคาตาลุนย่า ล้วนมีฝันที่ไม่ต่างกันมากนัก นั่นคือการเป็นนักฟุตบอลของ บาร์เซโลน่า หนึ่งในสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในโลก ซึ่งความฝันนี้ก็เป็นฝันของ ซานติ เอร์นันเดซ ช่างเครื่องหมายเลข 1 และบัดดี้ระดับมองตาก็รู้ใจของ มาร์ก มาร์เกซ แชมป์โลก MotoGP เช่นกัน

“สิ่งที่ชอบจริง ๆ ของผมคือฟุตบอล ตอนเด็กๆ ผมใช้คำว่าเป็นเด็กบ้าบอลได้เลยนะ ผมอยากจะเป็นนักเตะอาชีพ แต่อย่างว่าล่ะครับ ผมเกิดมาเป็นลูกช่าง บ้านของผมเต็มไปด้วยกองอะไหล่รถมอเตอร์ไซค์ท่วมหัว และพ่อของผมก็ลากผมไปสนามแข่งรถตั้งแต่ยังเด็ก” ซานติ เอร์นันเดซ ให้สัมภาษณ์กับ Red Bull ความฝันวัยเด็กนั้นเปลี่ยนแปลงได้ คือเรื่องจริงสำหรับ ซานติ เพราะอย่างที่เขาได้กล่าวไป พ่อของเขาเป็นช่างเครื่องของทีมแข่งรถทีมหนึ่ง ดังนั้นเขาจึงลากลูกชาย

ไปสนามแข่งด้วยเสมอ และบางครั้งการได้คลุกคลีกับอะไรเป็นเวลานาน ๆ ก็กลายเป็นความชอบได้โดยไม่รู้ตัว ซานติ เริ่มจากการลองเป็นนักแข่งมาก่อน แต่ก็เคยแข่งแต่ในรุ่นสกูตเตอร์เท่านั้น (Scooter Underbone) ซึ่งก็ไม่ได้ประสบความสำเร็จอะไร อย่างไรก็ตามพรสวรรค์ของลูกช่างที่แท้จริง คือเรื่องความรู้เกี่ยวกับเครื่องยนต์และอะไหลมอเตอร์ไซค์ต่างหาก พรสวรรค์นั้นถูกเพิ่มเติมด้วยการเข้าเรียนอาชีวะในสายเครื่องกล และหลังจากเรียนจบเขาก็โดนบริษัทผู้ผลิต

ช่วงล่างรถจักรยานยนต์ระดับโลกอย่าง Showa ดึงตัวไปร่วมงาน แต่อัจฉริยะไม่เคยหยุดอยู่กับที่ ในปี 1999 ซานติ พัฒนาตัวเองอีกขั้น ด้วยการรับหน้าที่เป็นวิศวกรช่วงล่าง (Suspension Engineer) ให้กับทีมรถแข่งเป็นครั้งแรกกับ HRC (Honda Racing Corporation) หรือแผนกรถแข่งของ ฮอนด้า และที่นั่นเองคือที่ซึ่งเขาได้วิชาที่สำคัญมากกว่าตำราเล่มไหน ๆ ที่เคยสัมผัส นั่นคือวิชาจากแชมป์โลก การลงมือทำจริง ๆ และการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าที่เป็น

UFABETWINS

ประสบการณ์ที่ทำให้เขากลายเป็น ซานติ เอร์นันเดซ ผู้เยือกเย็น เด็กน้อยในทีมแชมป์โลก ย้อนกลับไปนานเกือบ ๆ 20 ปี สเปน ไม่เคยมีนักแข่งมอเตอร์ไซค์ระดับแชมป์โลก (ในรุ่นใหญ่สุด) เลยแม้แต่รายเดียว และการที่ ซานติ ได้เข้าทีมของ ฮอนด้า ในปี 1999 ทำให้อะไรหลายสิ่งเปลี่ยนไป ในการร่วมงานกับ อเล็กซ์ ครีวิลล์ นักขับชาวสเปนในวัย 30 ปี ซึ่งสำหรับวงการนักบิดนั้นต้องยอมรับว่านี่คือวัยที่เริ่มเข้าใกล้กับการปลดระวางแล้ว ปีดังกล่าว ครีวิลล์ กำลังเดินหน้าล่า

แชมป์โลกสมัยแรกมาครองให้ได้ ทำให้เขาต้องการทีมงานที่ฝีมือดีที่สุด และเดิมพันครั้งสำคัญครั้งนี้ ครีวิลล์ เลือก ซานติ เอร์นันเดซ ในวัยแค่ 24 ปี มาเป็นวิศวกรช่วงล่างให้กับรถของเขาและทีมโรงงานอย่าง Repsol Honda ณ เวลานั้น ครีวิลล์ ลงแข่งขันรุ่นใหญ่สุด 500 ซีซี (ซึ่งเปลี่ยนเป็น MotoGP ในปี 2002) และตัวของ ซานติ ที่ถูกเลือกนั้นมีความตื่นเต้นยิ่งกว่า อเล็กซ์ ครีวิลล์ เสียอีก สำหรับ ซานติ แล้ว อเล็กซ์ คือไอดอลของเขาตั้งแต่เด็ก และการได้มาเป็นส่วน

หนึ่งในการสร้างรถให้กับไอดอลได้ขับเข้าเส้นชัยคือความกดดันอย่างปฎิเสธไม่ได้ “ผมยังจำความกระตือรือร้นของตัวเองในเวลานั้นได้ เมื่อครั้งยังเด็ก ผมดูเขาผ่านโทรทัศน์ด้วยสายตาที่เป็นประกาย และวันหนึ่งผมได้เข้าทีม Repsol Honda และเป็นทีมงานของ อเล็กซ์ ครีวิลล์ มันค่อนข้างมีความประหม่าสูงมาก เพราะทุก ๆ วันเหมือนกับผมได้ใช้ชีวิตอยู่ในความฝัน” ซานติ เอร์นันเดซ กล่าว ในทางกลับกัน สำหรับ ครีวิลล์ นั้น ซานติ ไม่ใช่เด็กน้อยหรือคนที่เขาต้องคอยเป็นห่วง

เมื่อเป็นส่วนหนึ่งของทีม ครีวิลล์ ปฎิบัติกับ ซานติ แบบเพื่อนร่วมงานคนหนึ่ง มันไม่ใช่แค่เรื่องความสามารถในการทำงาน แต่การอยู่ในทีมของ อเล็กซ์ ครีวิลล์ นั้นมันทำให้ ซานติ รู้ว่า “คุณสมบัติของสมาชิกในทีมแชมป์” นั้นมีอะไรบ้าง “ครีวิลล์ เป็นนักบิดที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ ผมอยู่กับเขาและได้เห็นวิธีที่เขาปฎิบัติต่อผมและทุก ๆ คน เขาเป็นคนที่จะทำให้คุณรู้สึกว่าคุณคือส่วนหนึ่งของทีม จงทำทุกอย่างอย่างมั่นใจและเต็มความสามารถ เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของชัยชนะที่จะได้รับร่วม

กัน เรื่องแบบนี้ทำให้ผมภูมิใจมาก ๆ” ซานติ กล่าว การได้รับความไว้วางใจ และให้ความเคารพนั้นเป็นส่วนสำคัญของสำหรับเด็กหนุ่มที่ได้รับตำแหน่งสำคัญมาก ซานติ กลายเป็นคนบ้าศึกษายิ่งกว่าเดิม เพราะรู้ว่าตัวเองมีหน้าที่รับผิดชอบที่ยิ่งใหญ่ขนาดไหน เขาเปิดหนังสือด้านกลศาสตร์ ทดลองสิ่งที่แปลกใหม่ต่าง ๆ มากมาย เพื่อสิ่งเดียวเท่านั้น นั่นคือการส่ง อเล็กซ์ ครีวิลล์ เป็นแชมป์โลกชาวสเปนคนแรกในการแข่งรุ่น 500 ซีซี ปี 1999 ให้ได้ การสื่อสารระหว่าง ครีวิลล์

และทีมงาน คือกุญแจสำคัญอย่างที่สุดที่ทำให้ความฝันของ ซานติ เป็นจริง เขาเล่าว่า ครีวิลล์ คือคนที่อธิบายความรู้สึกแต่ละครั้งที่ขี่รถแต่ละรอบได้ดีมาก สิ่งที่เขารู้สึกว่ามีอะไรขาดไป หรือมีอะไรแปลก ๆ มีประโยชน์มากต่อทีมอย่าง โดยเฉพาะคนอย่าง ซานติ ที่ต้องคอยเซ็ตช่วงล่างให้เหมาะสมกับนักแข่งและสภาพสนามมากที่สุด ตัวของ ซานติ นั้นเรียนรู้เรื่องการสื่อสารภายในสนามแข่งขันมาอย่างมากมาย เขาฟังและนึกภาพตาม จากนั้นใช้ความรู้และความกระตือรือร้นที่มี

แก้ปัญหา หรือเพิ่มในสิ่งที่ ครีวิลล์ ต้องการ และปีนั้น อเล็กซ์ ครีวิลล์ ที่สถานการณ์ทำให้เขาต้องขึ้นเป็นเบอร์ 1 ของทีม Repsol Honda หลัง มิค ดูฮาน ตำนานชาวออสเตรเลียบาดเจ็บจนต้องอำลาวงการแบบกะทันหัน ก็สามารถไปถึงแชมป์โลก รุ่น 500 ซีซี ได้จริง ๆ ก่อนที่หลังจากนั้น 2 ปี เขาก็ประกาศลาวงการไป นอกจากการเป็นแชมป์โลกในฐานะทีม Repsol Honda ประสบการณ์ในการร่วมงานกับคนที่สุดยอดอย่าง ครีวิลล์ กลายเป็นขุมทรัพย์ที่ ซานติ เอร์นันเดซ

ซึมซับมาเต็ม ๆ ตอนนี้เขามีประสบการณ์เป็นแชมป์แล้ว และเขารู้ว่าการจะไปให้ถึงจุดนั้นอีกครั้งต้องทำมันอย่างไร ? พบเด็กอัจฉริยะ หลังจากที่ ครีวิลล์ วางมือ ซานติ เริ่มเก็บประสบการณ์เพิ่มขึ้นอีก จนกระทั่งในปี 2011 เขาได้กลายเป็นหัวหน้าทีมวิศวกรของ Suter ค่ายเฟรมรถจากสวิตเซอร์แลนด์ที่ส่งรถเข้าแข่งขันในศึก Moto2 และครั้งนั้นเองที่ทำให้เขาเหมือนได้เจอกับ อเล็กซ์ ครีวิลล์ คนต่อไป เด็กหนุ่มจาก คาตาลุนย่า บ้านเดียวกันกับเขาที่ชื่อว่า มาร์ก มาร์เกซ ปรากฎตัว

เข้ามาเป็นสมาชิกของทีม Suter ณ เวลานั้น มาร์เกซ อายุแค่ 17 ปีเท่านั้น มาร์เกซ คือเด็กอัจฉริยะแห่งวงการนักบิดอย่างแท้จริง เขาลงแข่งขันในรุ่น 125 ซีซี (ปัจจุบันคือรุ่น Moto3) ในปี 2008 ตั้งแต่อายุ 15 ปีกับอีก 56 วัน ก่อนที่ปี 2010 เขาจะเป็นนักบิดคนแรกที่ทำสถิตินักบิดชนะ 5 สนามรวดในรุ่นเล็กสุด ถัดจาก วาเลนติโน่ รอสซี่ ซึ่งเคยทำไว้ในปี 1997 และปิดฤดูกาลด้วยการเป็นแชมป์โลกอายุน้อยที่สุดรองจาก โลริส คาปิรอสซี่ อีกด้วย ทั้ง ซานติ และ มาร์ก ได้ร่วมงาน

กันในฐานะทีมเพื่อลองแข่งขันศึก Moto2 ในปี 2011 และเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างทีมเวิร์กระหว่างหัวหน้าทีมช่างกับนักบิดที่ดีที่สุดคู่หนึ่ง ไม่แพ้คู่ระดับตำนานอย่าง ดูฮาน และ รอสซี่ กับ เจเรมี่ เบอร์เกสส์ หรือ เคซี่ย์ สโตนเนอร์ มีทีมช่างคู่ใจอย่าง คริสเตียน กาบาร์รินี่ เลย ซึ่ง ซานติ เล่าว่าแค่วันแรกที่ได้ร่วมงานกัน เขาก็รู้แล้วว่า มาร์ก มาร์เกซ มีศักยภาพที่ซ่อนอยู่มากมายระดับไม่ธรรมดาเลยทีเดียว “มาร์กทำให้ผมประหลาดใจตั้งแต่วันแรก ผมเห็นวิธีขี่ของเขา

วิธีการแสดงออกต่าง ๆ ซึ่งบอกตรง ๆ หลังจากนั้นเขาก็ยังทำให้ผมประหลาดใจในทุก ๆ วัน จนกระทั่งตอนนี้” ซานติ เล่าย้อนกลับไปในปี 2011 “ปกติแล้วผมเป็นคนทำการบ้านหนักมากในแต่ละสนาม เพื่อหาข้อบกพร่องของนักแข่งทีมตัวเองให้เจอ แต่ มาร์ก นั้นเป็นอะไรที่พิเศษ ผมไม่เคยบอกเขาเลยว่าเขาต้องปรับปรุงตรงไหน เด็กคนนี้เรียนรู้ไวมาก สมองเขาเหมือนกับฟองน้ำที่ซึมซับหลายสิ่งอย่างได้อย่างรวดเร็ว ถ้าเขาผิดพลาดเขาจะรับรู้และแก้ไขมัน

บางทีอาจจะเป็นผมก็ได้ที่ได้รับความรู้จากเขามากกว่าที่ผมมอบให้เขาด้วยซ้ำไป” ซานติ กล่าว แม้จะพูดอย่างนั้น แต่ ซานติ ก็อ่านความสามารถของ มาร์ก อย่างทะลุปรุโปร่ง เขาเฝ้ามองทุกการขับขี่ และจดจำสิ่งที่ตัวเองเห็น ค่อย ๆ ปรับหลายสิ่งหลายอย่างให้เข้าที่เข้าทางจากการสังเกตของเขา เช่นการพบว่า มาร์ก เป็นนักแข่งที่ใช้เบรกหลังบ่อยมาก จากสไตล์ของเขาที่มักจะชอบให้ล้อหลังสไลด์ช่วยเข้าโคง อีกทั้งยังต้องการเซ็ตอัพช่วงล่างหน้าที่ดีที่สุด จากการใช้ยาง

และเบรกหน้าที่หนัก สิ่งที่สำคัญที่สุดในฐานะหัวหน้าทีม เขาพยายามเซ็ตอัพทีมที่ทุกคนมุ่งมั่นที่จะทำงานเพื่อเกื้อหนุนกันและกัน เหมือนที่เขาเคยมีประสบการณ์ในการพา อเล็กซ์ ครีวิลล์ คว้าแชมป์โลก เขาเป็นเหมือนพ่อที่คอยจัดการทุกอย่างในทีม ๆ นี้ ซานติ จะทำในสิ่งที่เป็นเรื่องจุกจิก แต่สำคัญกับทีม เขาเป็นคนนัดประชุมทีมทุกสัปดาห์แม้จะไม่มีการแข่งขัน มีการวางแผนในเรื่องการแข่งขันอย่างเป็นขั้นเป็นตอนสำหรับสนามที่จะมาถึง และที่สำคัญเขาจดและ

จำทุกอย่างที่เคยผ่านมาในสนามที่แล้วว่ามีประเด็นอะไรที่ทีมมมองข้ามไปบ้าง ซานติ มีเรื่องราวให้คิดในหัวตลอดเวลา เขาคิดคำนวนถึงกริปยาง สภาพอากาศ การเตรียมพร้อมในกรณีที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทุกอย่างก็เพื่อทำให้หน้างานนั้นออกมาราบรื่นที่สุด เขาเชื่อเสมอว่าการคิดมากของเขา คืออาวุธลับที่สำคัญที่สุดในยามที่มีปัญหาเฉพาะหน้าให้แก้ไขในแต่ละสนาม พวกเขาซ้อมรับมือกับสิ่งที่มีโอกาสจะไม่เกิดขึ้น แม้จะเสียเวลา แต่นั่นทำให้ มาร์ก มาร์เกซ มั่นใจในรถ

ของเขาได้ 100% และเมื่อเป็นเช่นนั้นที่เหลือก็เป็นหน้าที่ของความบ้าระห่ำของ มาร์เกซ ที่จะพารถของทีมเข้าเส้นชัยได้เป็นอันดับที่เท่าไหร่ “นักแข่งมีหน้าที่บอกสิ่งที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับรถที่พวกเขาได้ขี่ แต่ทีมช่างอย่างผมต้องมองภาพกว้างเข้าไว้ วิเคราะห์ทุกปัญหาและความเป็นไปได้ และเจาะให้เจอว่าปัญหาที่เรากำลังเจอคืออะไรกันแน่” นี่คือหน้าที่หัวหน้าทีมช่างที่ ซานติ เอร์นันเดซ สรุปได้อย่างครบกระบวนความ ยิ่งกว่ารู้จักรถ คือรู้จักคน ทุกวันนี้ผ่านมาแล้ว 9 ปีที่

ซานติ เอร์นันเดซ คือคู่หูที่แท้จริงของ มาร์ก มาร์เกซ ในฐานะทีม Repsol Honda หากจะถามว่าสำเร็จไหมคงจะเป็นอะไรที่เสียเวลา เพราะการเป็นแชมป์โลก MotoGP 6 สมัย โดยเฉพาะในปี 2019 ที่เป็นแชมป์สมัยที่ 6 ของ มาร์เกซ และเขาเริ่มถูกเรียกว่า “ผู้มาจากต่างดาว” นั้น คือภาพสะท้อนของคำว่า “รู้จักรถ และรู้จักคน” ของ ซานติ เอร์นันเดซ เป็นอย่างดี “ทุกอย่างในวงการนี้มันเปลี่ยนแปลงไปตลอดเวลา ยุคแรก ๆ นักแข่งกับทีมช่าง เรามักจะรวมตัวกันด้วยเหตุผลของ

มิตรภาพ แต่ทุกวันนี้วงการรถแข่งเป็นมืออาชีพเต็มรูปแบบ สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป ความกดดันเพิ่มขึ้น และจุดประสงค์ของการแข่งขันนั้นเหลือเพียงข้อเดียว นั่นคือชัยชนะเท่านั้น” ในฐานะหัวหน้าทีมช่าง ซานติ ต้องคอยประคอง 2 สิ่งระหว่างความเป็นมืออาชีพกับมิตรภาพให้สมดุลกันในทีมของเขา การเป็นคนมีฝีมือทำสามารถทำให้คน ๆ หนึ่งประสบความสำเร็จได้ แต่การทำงานในรูปแบบทีมและมิตรภาพ พร้อม ๆ กับความเชี่ยวชาญจะทำให้ได้พบความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่กว่า

“จริง ๆ แล้วเราจะเจอหน้าคุยกันจัง ๆ ก็สัปดาห์ละครั้ง แต่ถ้าเป็นในกลุ่มแชทของทีม เราคุยกันทั้งวัน เรื่องการสื่อสารสำคัญมาก เราสามารถสร้างบรรยากาศที่ดีและเป็นมิตรให้กับทีมได้ ยิ่งรู้เรื่องราวกับคนในทีมมากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ไม่จำเป็นต้องเป็นเรื่องของมอเตอร์ไซค์เท่านั้น เรื่องอะไรก็ได้ คุยกันมาก ๆ เข้าไว้นั่นแหละดี” ซานติ กล่าว การสื่อสารภายในทีม Repsol Honda คือปัจจัยสำคัญต่อความสำเร็จ ความสนิทสนมของ มาร์เกซ และ ซานติ คือกุญแจแห่งความไร้เทียมทาน

พวกเขาสื่อสารกันในการแข่งขันได้กระชับและได้ใจความ มาร์เกซ จะบอกทุกสิ่งที่เกิดขึ้นกับรถที่เขาขี่ได้อย่างแม่นยำ ขณะที่ ซานติ แค่ได้ฟังก็พยักหน้าร้องอ๋อ เพราะความสนิททำให้เขารู้ถึงสิ่งที่ มาร์เกซ ต้องการจะสื่อ สิ่งที่เขาอยากได้ และสำคัญที่สุดคือการชี้ปัญหาแบบชัด ๆ ตรงเป้าว่าตอนนี้รถของทีมมีปัญหาที่ตรงไหน ไม่ต้องเสียเวลาสุ่มประเมินตามจุดต่าง ๆ ให้มากความ นี่คือสิ่งที่ทำให้ทุกอย่างมันออกมาดูง่ายไปหมด มันไม่ใช่เรื่องที่เพิ่งมาเป็นกันในเวลานี้เท่านั้น

เพราะนับตั้งแต่ที่ได้ทำงานในปี 2011 ด้วยกันเป็นครั้งแรก ซานติ ที่เห็นพรสวรรค์ก็คิดเผื่อ มาร์เกซ ไปหลายตลบ เช่น ณ เวลานั้นทีมงานสมัย Moto2 จะเป็นคนสเปนทั้งหมด แต่เขาก็วางแผนให้ มาร์เกซ เรียนภาษาอังกฤษเพื่อใช้ในการสื่อสารเพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการการแข่งขัน MotoGP ที่จะมีผู้คนมากหน้าหลายตาเข้ามา ขณะที่ มาร์ก มาร์เกซ ที่เติบโตและมีชื่อเสียงมากขึ้นทุกวันในแบบที่ ซานติ คาดการณ์ไว้ ก็เป็นคนที่ให้ความสำคัญกับทุกคนในทีมเป็นอย่างมาก

เขาอาจจะมีสไตล์การขับขี่ที่บ้าระห่ำ ทำรถล้มรถคว่ำมาก็ไม่น้อย แต่ มาร์เกซ ก็กลับเป็นคนที่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ดีอย่างเหลือเชื่อ เขาไม่เคยโมโหใส่ทีมช่าง ในบางครั้งที่รถไม่ได้ดั่งใจ ในเวลาที่กำลังแข่งอยู่ บางครั้งรถเกิดมีปัญหาและเขาต้องเข้าพิต มาร์เกซ มักจะมีสติและควบคุมอารมณ์ได้ดี เขาจะเข้ามานั่งในที่ประจำของเขา และค่อย ๆ บอกสิ่งที่เขารู้สึกเกี่ยวกับรถออกมาทีละข้อ ๆ ให้ทีมช่างเข้าใจได้โดยง่าย ซึ่งลักษณะนิสัยนี้เองคือเหตุผลที่ทำให้ทั้งคู่ร่วมงานกัน

มาได้อย่างยาวนาน Repsol Honda ในยุคของ มาร์เกซ จึงเหมือนเป็นการพา ซานติ ย้อนเวลากลับไปในสมัยที่เขาทำงานกับแชมป์โลกชาวสเปนคนแรกอย่าง อเล็กซ์ ครีวิลล์ ได้เป็นอย่างดี กล่าวคือเขาสามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ และมีความมั่นใจเสมอ แม้จะต้องเจอกับแรงกัดดันเท่าไหร่ก็ตาม “พูดตรง ๆ นะ ตอนแรกผมไม่ได้อยากจะวางตัวเป็นเพื่อนกับนักแข่งเท่าไหร่ โลกของ MotoGP ที่เปลี่ยนไปมันคือโลกของมืออาชีพเต็มรูปแบบ ไม่ว่าคุณจะเป็นเพื่อนที่ดีกับนัก

แข่งขนาดไหน แต่เมื่อคุณไม่สามารถทำให้เขาเป็นผู้ชนะได้มันก็ไม่มีความหมาย … คุณสามารถเป็นคนดี สามารถเป็นคนตลก แต่สุดท้ายถ้าผลงานของคุณไม่ได้เรื่องทุกอย่างก็จบอยู่ดี นักแข่งส่วนใหญ่คิดแบบนั้น ถ้าทีมช่างไม่ดีหรือทำผลงานไม่น่าพอใจพวกเขาก็จะขอเปลี่ยนใหม่” ซานติ เล่าถึงแนวคิดของเขาในตอนแรกก่อนที่จะได้ร่วมงานกับ มาร์ก มาร์เกซ และกลายเป็นคู่หูที่ดีที่สุดของเขา “แต่ มาร์ก แตกต่างออกไปจากทุกคนนะ หลายครั้งเราอาจจะทะเลาะกันบ้าง

UFABETWINS

ในเนื้อหาของการทำงาน แต่เราทะเลาะกันแบบมีเป้าหมาย เพราะเราต้องการสร้างสิ่งที่ดีที่สุดออกมา เรื่องนี้ทุกคนเข้าใจมันเพราะมันเป็นส่วนหนึ่งของหน้าที่” ขณะที่ มาร์เกซ ก็ยอมรับตรง ๆ ว่า ตลอดการทำงานด้วยกันมาตั้งแต่ปี 2011 ความสัมพันธ์ทั้งในและนอกสนามเปลี่ยนแปลงความรู้สึกของเขาที่มีต่อ ซานติ เอร์นันเดซ ไปมากโข ซานติ เป็นไม่กี่คนที่กล้าทะเลาะ กล้าสอน และกล้ารับฟัง แม้เขาจะเป็นหัวหน้าช่าง แต่เขาพร้อมรับความเห็นจากทุกคน เขารอฟังเสียง

จากคนอื่นเผื่อว่าจะได้เห็นมุมมองที่กว้างขึ้น และการเจอกับ มาร์เกซ ที่เป็นคนคุยด้วยเหตุผล ควบคุมอารมณ์ได้ จึงเป็นเหมือนกับเคมีระหว่างคนสองคนที่ลงตัว แม้บางครั้งพวกเขาจะทะเลาะกัน แต่สุดท้ายสิ่งที่เกิดขึ้นบ่อยกว่าการทะเลาะและถกเถียงคือช่วงเวลาดี ๆ และยิ่งใหญ่ เช่นการเป็นแชมป์โลก MotoGP 6 สมัยเป็นต้น “ผมเริ่มทำงานกับ ซานติ ตั้งแต่ปี 2011 ช่วงเวลานั้นยาวนานมาก บางครั้งก็เกิดเรื่องแย่ ๆ และบางครั้งเราก็ได้เจอกับช่วงเวลาที่ยิ่งใหญ่ สิ่งเหล่านี้ทำให้

เขาไม่ใช่แค่หัวหน้าช่างของผมเท่านั้น เขานี่เป็นเพื่อนซี้ เป็นพี่ชายของผมเลยก็ว่าได้” มาร์เกซ กล่าว การผงาดกลายเป็นนักบิดอันดับ 1 ของโลก ณ ปัจจุบันของ มาร์เกซ ทำให้ชื่อเสียงของ ซานติ เอร์นันเดซ โด่งดังขึ้นทุกวัน แต่เขายืนยันคำเดิมว่า เขาขอรับคำชมในฐานะคนเบื้องหลังเหมือนเดิม เพราะงานที่เขาได้รับคำชมนั้น ไม่ได้เกิดจากเขาคนเดียว ยังมีทีมช่างอีกหลายคนที่ทำงานภายใต้ความกดดัน เพื่อทำให้ มาร์ก มาร์เกซ รวดเร็ว และประสบความสำเร็จมากขึ้น

เรื่อย ๆ ในทุกสนามที่เขาลงแข่งขัน “งานของผมก็เหมือนกับโค้ชฟุตบอลนั่นแหละ รอบตัวของโค้ชจะมีผู้คนมากมายและทุกคนล้วนทำงานหนัก มันเป็นไปไม่ได้เลยที่จะประสบความสำเร็จไปพร้อมกับความเหลาะแหละ ผมเองก็เหมือนกัน ทีมช่างทุกคนของทีมอยู่ภายใต้ความกดดันทุกวินาที พวกเขาไม่สามารถทำผิดพลาดได้ พวกเขาต้องเตรียมอุปกรณ์ ซ่อมรถ และเปลี่ยนชิ้นส่วนต่าง ๆ ในวินาทีสุดท้าย ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องเพอร์เฟ็กต์ 100%”

“ผมไม่ใช่ดารา หรือคนดังอะไรหรอก แต่เราคือทีม เราทุกคนทำงานด้วยกันและหันหน้าไปในทิศทางและเป้าหมายเดียวกัน ตอนนี้ผมอาจจะเป็นคนที่หลายคนรู้จัก แต่ทุกคนเข้าใจผิดว่าผมเป็นคนทำทุกอย่าง ซึ่งผมย้ำอีกครั้ง หากไม่มีคนอื่นที่ทำงานอยู่เบื้องหลัง … ผมก็คงไม่ได้รับความดีความชอบเหล่านี้เลย” ซานติ เอร์นันเดซ กล่าวทิ้งท้าย

 

อ่านข่าวอื่นๆที่ >>> UFABETWINS
หน้าแรก >>> บ้านผลบอล